Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘รอมาฎอน’ Category

รวมฟัตวาเรื่อง การถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล
แหล่งที่มา
http://theclearsunnah.wordpress.com/2008/09/29/fasting-six-days-of-shawwal/
Fasting Six days of the month of Shawwal

การถือศีลอดหกวันในเดือนเชาวาล

ท่านอบู อัยยูบ รายงานว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ทำการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน  และทำการถือศีลอดต่อจากนั้นอีก 6 วัน ในเดือนเชาวาล เขาจะได้รับรางวัลการตอบแทนเสมือนว่าเขาทำการถือศีลอดตลอดทั้งปี” (มุสลิม อัตติรฺมิซียฺ อิบนุ มาญะฮฺ อบู ดาวูด และอะหมัด)

การถือศีลอด 6 วันดังกล่าวสามารถกระทำเมื่อใดก็ได้ในช่วงเดือนเชาวาล ยกเว้น “วันแรกของเดือน” เนื่องจากไม่เป็นการอนุมัติที่จะทำการถือศีลอดในวันอีด และการถือศีลอด 6 วันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มกระทำในช่วงต้นของเดือนและไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำต่อเนื่องกัน  ดังนั้น มุสลิมควรฉวยโอกาสช่วงเวลานี้ในการถือศีลอดเป็นจำนวน 6 วันเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ

เหตุใดการถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาลหลังเดือนรอมาฎอนจึงมีค่าเท่ากับการถือศีลอดทั้งปี? อุลามะอฺบางท่านกล่าวว่า เนื่องจาก “การงานที่ดี (หนึ่งอย่าง)” จะได้รับรางวัลการตอบแทนมีค่าเท่ากับ 10 เท่า ดังนั้นการถือศีลอด 6 วันดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการถือศีลอด 60 วัน รวมกับการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอนอีก 30 วัน (มีค่าเท่ากับ 300 วัน) ดังนั้นการงานดังกล่าวจึงมีค่าเสมือนกับการถือศีลอดตลอดทั้งปี

การถือศีลอด (ภาคสมัครใจ หรือสุนนะฮฺต่างๆ) ขณะที่ยังคงมีวันต้องถือศีลอดชดใช้จากเดือนรอมาฎอน

คำถาม
อะไรคือกฎเกณฑ์สำหรับผู้ที่ยังคงมีวันต้องถือศีลอดชดใช้จากเดือนรอมาฎอนเหลืออยู่ หากแต่ปรารถนาที่จะถือศีลอด (ภาคสมัครใจ) หรือถือศีลอดในวันอาชูรออฺ (วันที่สิบของเดือนมูฮัรฺรอม)
ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งต้องการถือศีลอดในวันที่สิบและวันที่สิบเอ็ดของเดือนมูฮัรฺรอม พร้อมด้วยเจตนาที่จะถือศีลอดชดใช้ (วันที่ขาดไปในเดือนรอมาฎอน)

ดังนั้น มันเป็นสิ่งที่อนุมัติหรือไม่ หากบุคคลหนึ่งทำการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ขณะที่เขายังคงมีวันที่ต้องถือศีลอดชดใช้จากเดือนรอมาฎอน?

มันเป็นสิ่งที่อนุมัติหรือไม่ หากบุคคลหนึ่งยังคงมีวันต้องถือศีลอดชดใช้จากเดือนรอมาฎอนเหลืออยู่ ได้ทำการถือศีลอดในวันอาชูรอ และถือศีลอดก่อนวันอัชชูรออฺหนึ่งวันและวันหลังวันอัชชูรออฺอีกหนึ่งวัน พร้อมด้วยเจตนาที่จะทำการถือศีลอดชดใช้ (ในวันที่เขาขาดไปในเดือนรอมฎอน) ภายหลัง?

คำตอบ
ประการแรก  เขาไม่ควรที่จะทำการถือศีลอด (ภาคสมัครใจ หรือสุนนะฮฺต่างๆ) ขณะที่เขายังคงมีวันที่ต้องทำการถือศีลอดชดใช้จากเดือนรอมาฎอนเหลืออยู่ หากแต่เขาควรทำการถือศีลอดชดใช้สำหรับวันที่เหลือจากเดือนรอมาฎอนก่อน จากนั้นจึงทำการถือศีลอดภาคสมัครใจ

ประการที่สอง หากเขาทำการถือศีลอดในวันที่ 10 และวันที่ 11 ของเดือนมูฮัรฺรอม พร้อมด้วยเจตนาที่จะชดใช้วันที่เขามิได้ทำการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอนภายหลัง มันก็เป็นการอนุมัติและเพียงพอสำหรับเขาที่จะทำการถือศีลอดชดใช้สองวันจากวันที่เหลือของการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน ดังที่ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวว่า

“รางวัลการตอบแทนของการกระทำนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา และแต่ละคนนั้นย่อมได้รับรางวัลการตอบแทนอันเนื่องมากจากสิ่งที่เขาได้เจตนาไว้”

และด้วยกับอัลลอฮฺนั้น

และความสำเร็จนั้นอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺโปรดให้การอำนวยพรและเกียรติต่อท่านรอซูลมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม พร้อมทั้งครอบครัวของท่านและบรรดาสหายของท่าน

ฟัตวา อัลลัจญนะฮฺ อัด-ดาอิมมะฮฺ, 11/401 ฟัตวาเลขที่ 6774
การถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาลควรกระทำทันทีหลังจากวันอีดหรือไม่?

คำถาม

มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องถือศีลอด 6 วัน (ในเดือนเชาวาล) หลังเดือนรอมาฎอนโดยทันทีหลังจากวันอีด และมันเป็นการอนุมัติให้กระทำหลังจากวันอีด (ไม่ว่าจะเป็น 1 วัน 2 วัน หรือกี่วัน หลังจากนั้นก็ตาม) หรือไม่?

คำตอบ

การถือศีลอดดังกล่าวนั้น ไม่จำเป็น สำหรับผู้ถือศีลอดที่จะต้องกระทำหลังจากวันอีดิลฟิตรีโดยทันที หากแต่มันก็เป็นการอนุมัติสำหรับเขาที่จะเริ่มทำการถือศีลอดหลังจากวันอีดได้  อีกทั้งเขายังสามารถที่จะถือศีลอดอย่างต่อเนื่อง หรือแบ่งการถือศีลอดเป็นช่วงๆ ก็ได้โดยให้กระทำภายในเดือนเชาวาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของเขา และการถือศีลอดดังกล่าวนี้เป็นการกระทำโดยสมัครใจ และไม่ใช่การกระทำภาคบังคับ หากแต่เป็นสุนนะฮฺ

ฟัตวารอมาฎอน บทที่ 2 หน้าที่ 693 ฟัตวาเลขที่ 698
ฟัตวา อัลลัจญนะฮฺ อัด-ดาอิมมะฮฺ ฟัตวาเลขที่ 3475

หากไม่สามารถที่จะถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาลได้ครบสมบูรณ์ จะมีความผิดบาปใดๆ หรือไม่?

คำถาม ฉันเริ่มทำการถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล อย่างไรก็ตามฉันไม่สามารถที่จะทำได้ครบทั้ง 6 วันได้ ด้วยเพราะเหตุขัดข้องบางประการ และงานของฉัน ตอนนี้ฉันเหลืออยู่ 2 วัน (จากการถือศีลอดเดือนเชาวาล) ดังนั้นฉันควรจะทำเช่นไรคะ ชัยคฺ ฉันจะชดใช้วันที่ขาดไปนี้ได้อย่างไร และฉันจะมีความผิดบาปใดๆ หรือไม่?

คำตอบ การถือศีลอด 6 วันของเดือนเชาวาล เป็นการทำอิบาดะฮฺที่สนับสนุนให้กระทำ และไม่ใช่การกระทำภาคบังคับ ดังนั้นสำหรับคุณนั้น คุณก็จะได้รับรางวัลการตอบแทนของการถือศีลอดของคุณ (ตามที่คุณได้กระทำไว้)  และก็ยังคงมีความหวังว่าคุณจะได้รับรางวัลการตอบแทนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน หากว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคทำให้คุณไม่สามารถถือศีลอดได้ครบนั้น มีเหตุผลที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า

“หากบ่าวของอัลลอฮฺเจ็บป่วยหรือเดินทาง อัลลอฮฺจะทรงบันทึกแก่เขาสำหรับสิ่งที่เขาเคยกระทำขณะที่เขายังคงมีสุขภาพดี และขณะที่เขากลับไปที่บ้านของเขา (ไม่ได้ทำการเดินทาง)” รายงานโดยอัลบุคอรียฺ

และคุณก็ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้สำหรับวันที่เหลือจากการถือศีลอดในเดือนเชาวาล

และความสำเร็จนั้นอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ

ชัยคฺ บิน บาซ

ฟัตวา รอมาฎอน บทที่ 2 หน้าที่ 694 ฟัตวาเลขที่ 699

بنت الاٍسلام

Read Full Post »

Permissible things for the fasting person
สิ่งที่ได้รับการอนุมัติสำหรับผู้ถือศีลอด

แหล่งที่มา http://www.facebook.com/note.php?note_id=117694242962

บรรดาบ่าวผู้มีความเข้าใจในอัลกุรอานและซุนนะฮฺนั้นย่อมไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย ว่าแท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงประสงค์ให้บ่าวของพระองค์นั้นประสบกับความสะดวกสบาย (ความง่ายดายในการกระทำสิ่งต่างๆ) ดังนั้นพระองค์จึงทรงอนุมัติบางสิ่งสำหรับผู้ถือศีลอด

การถือศีลอดมีผลที่ใช้ได้สำหรับผู้ที่ตื่นขึ้นมาในขณะที่เขายังมีมลทินจากการร่วมหลับนอนกับสามี หรือภรรยาของเขา

ท่านหญิงอาอิชะฮฺและอุมมฺ ซาละมะฮฺรายงานว่า “เวลาละหมาดฟัจรฺได้เริ่มขึ้นในขณะที่ศาสนทูตของอัลลอฮฺยังมีมลทินจากการร่วมหลับนอนกับภรรยาของท่าน (ในคืนก่อนหน้านี้) หากแต่ท่านก็จะการฆุซุลหลังจากนั้นและทำการถือศีลอด (บุคอรียฺ)

การทำความสะอาดปากด้วยมิสวาก

ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัมได้กล่าวว่า “หากฉันไม่เกรงว่าฉันจะสร้างความลำบากต่ออุมมะฮฺของฉัน ฉันจะสั่งให้พวกเขานั้นใช้มิสวาก (การแปรงฟัน) ทุกๆ ครั้งที่เขาทำวูฎูอฺ (อาบน้ำละหมาด) (มุสลิม)

จากฮะดีษบทนี้ ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม มิได้แยกความแตกต่างระหว่างผู้ที่ถือศีลอดและผู้ที่มิได้ถือศีลอด ดังนั้นคำกล่าวของท่านจึงเป็นคำสั่งใช้ทั่วไปและสามารถใช้ได้กับผู้ที่ถือศีลอดด้วยเช่นกัน  ไม่มีการจำกัดช่วงเวลาว่าควรกระทำเมื่อได้ หรือว่าจะทำก่อนหรือหลังซะวาล (เวลาตะวันคล้อยจากตำแหน่งตรงศีรษะ) ก็ได้

การทำความสะอาดปากและจมูก

ศาสน ทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม เคยทำความสะอาดปากและจมูกขณะที่ท่านกำลังถือศีลอด อย่างไรก็ตามท่านได้สั่งห้ามบรรดาผู้ถือศีลมิให้กระทำสองอย่างนี้มากไปขณะ ที่ถือศีลอด ดังที่ท่านได้กล่าวว่า “จงสูดน้ำเข้าจมูกให้มาก เว้นแต่ท่านจะถือศีลอด” (อบู ดาวูด และติรฺมิซียฺ)

การจูบและหยอกล้อภรรยา (สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า “ศาสนทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม เคยจูบ (ภรรยาของท่าน) ขณะที่ท่านกำลังถือศีลอด และท่านเคยหยอกล้อพวกนางขณะถือศีลอด หากแต่ท่านเป็นผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุด” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

อัมรฺ อิบนุลอ๊าศ กล่าวว่า “พวกเราอยู่กับศาสนทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ขณะที่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านและถามท่านว่า “โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันสามารถจูบภรรยาของฉันขณะถือศีลอดได้หรือไม่” ท่านตอบว่า “ไม่ได้” จากนั้นมีชายชราคนหนึ่งเข้ามาหาท่านและถามท่านว่า “ฉันสามารถจูบภรรยาขณะถือศีลอดได้หรือไม่” ท่านตอบว่า “ได้สิ” จากนั้นพวกเราจึงเริ่มมองหน้ากัน ศาสนทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม จึงกล่าวว่า “ชายชรานั้นสามารถควบคุมอารมณ์ได้” (อะหมัด)

การตรวจเลือดและการฉีดวัคซีน (ที่นอกเหนือจากวัคซีนที่ใช้เพื่อบำรุงร่างกาย)

การตรวจเลือดและการฉีดวัคซีนดังกล่าวนี้ไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ

อัลฮิญะมะฮฺ (การกรอกเลือดจากหัวหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายซึ่งเป็นวิธีรักษาทางการแพทย์ของอิสลาม) การปฏิบัติดังกล่าวเคยเป็นสาเหตุที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม กฏดังกล่าวได้ถูกยกเลิกในภายหลัง
ท่านอิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าววว่า “ท่านศาสนทูต เคยทำการฮิญะมะฮฺขณะที่ท่านถือศีลอด” (อัลบุคอรียฺ)

การชิมรสชาดอาหาร โดยไม่ให้กลืนอาหารลงคอ

ท่านอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “ไม่ถือว่าเป็นความผิดในการชิมรสชาดน้ำส้มสายชู หรือสิ่งอื่นใดขณะที่บุคคลหนึ่งกำลังถือศีลอด ตราบใดที่เขาไม่ได้กลืนสิ่งนั้นลงคอ” (อิบนุ อบี ชัยบะฮฺ และบัยฮะกียฺ)

การราดน้ำเย็นลงศรีษะหรือการอาบน้ำฆุซุล

ศาสนทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัมเคยราดน้ำลงศรีษะของท่านขณะที่ท่านกำลังถือศีลอดด้วยเพราะความกระหายและความร้อน (อบู ดาวูด และอะหมัด)
การทาตาด้วยกอฮัลหรือใช้ยาหยดตา แม้ว่ารสชาดของมันจะลงคอ

อิม่าม อัลบุคอรียฺกล่าวไว้ในบันทึกศอเฮียฮฺของท่านว่า “ท่านอนัน ท่านอัลฮัซซัน และท่านอิบรอฮีมเห็นว่าการที่ผู้ถือศีลอดจะใช้กอฮัลทาตานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิด”

بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ใครคือผู้ที่ “การถือศีลอด” ไม่เป็นการบังคับสำหรับเขา

Those for Whom the Fast During Ramadaan Is Not Obligatory
http://www.facebook.com/note.php?note_id=115791587962

ผู้เดินทาง

ผู้ที่เดินทางนั้นสามารถที่จะเลือกได้ว่าเขาจะถือศีลอดระหว่างการเดินทางหรือไม่ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า

“และ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้านั้นป่วย หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้าและเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วน ซึ่งจำนวนวัน(ของเดือนรอมฏอน)” (บะกอรอฮฺ 185)

ท่านฮัมซะ บิน อามีรฺ อัลอัซลามี เป็นผู้ที่ถือศีลอดอยู่เป็นนิจ ได้ถามศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม “ฉันจำเป็นต้องถือศีลอด ในขณะที่ฉันอยู่ในระหว่างการเดินทางหรือไม่” ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า “จงถือศีลอดหากท่านปรารถนา หรือจงงดเว้นการถือศีลอดหากท่านปรารถนา” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านอนัส บิน มาลิก กล่าวว่า “ขณะที่ฉันกำลังเดินทางไปพร้อมกับศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) ในช่วงรอมฎอนนั้น บรรดาผู้ที่ถือศีลอด (ขณะเดินทาง) ต่างก็ไม่กล่าวโทษต่อผู้ที่ไม่ถือศีลอด และเช่นเดียวกันผู้ที่ไม่ถือศีลอดก็ไม่กล่าวโทษต่อผู้ที่ถือศีลอด” (บุคอรีย์ และมุสลิม)

สองฮะดีษข้างต้นนี้เป็นหลักฐานชี้แจงว่า “มีทางเลือกสำหรับผู้เดินทางว่าเขานั้นจะ “ถือศีลอด” หรือ “งดเว้นการถือศีลอด” หากแต่ก็ไม่ได้มีการบ่งบอกว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม มีฮะดีษอีกบทหนี่งที่เราสามารถสรุปได้ว่า มันเป็นการดีกว่าสำหรับผู้เดินทางที่จะงดเว้นการถือศีลอด ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) กล่าวว่า “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงรักเมื่อการอนุมัติของพระองค์เป็นที่ยอมรับ ดังเช่นที่พระองค์ทรงเกลียดเมื่อได้รับการฝ่าฝืน” (อะหมัด อิบนุ ฮิบบาน)

การงดเว้นการถือศีลอดระหว่างการเดินทางจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่ไม่มีความลำบากในการที่ชดเชยการถือศีลอดหลังจากนั้น และเราควรตระหนักว่า “ไม่เป็นการชอบธรรมสำหรับผู้อ่อนแอในการที่จะถือศีลอดขณะเดินทาง” ดังที่ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) กล่าวไว้ว่า “ไม่ถือเป็นการชอบธรรมหากท่านจะถือศีลอดขณะการเดินทาง” (บุคอรียฺและมุสลิม)

หมายเหตุ บางคนคิดว่าปัจจุบันนี้การคมนาคม เส้นทางการเดินทางนั้นมีความง่ายดายมากขึ้น (กว่ายุคก่อน) ดังนั้นกฏของการงดเว้นการถือศีลอดระหว่างการเดินทางจึงไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้อีก ซึ่งการมีความคิดเช่นนี้นั้นถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เนื่องจากอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดกฏของพระองค์ไว้สำหรับทุกช่วงเวลา (ทุกยุคสมัย) และทุกๆ สถานที่

พระเจ้าของฉันจะไม่ทรงผิดพลาด และไม่ทรงหลงลืม (ฎอฮา 52)

ผู้ป่วย

ด้วยเพราะพระเมตตาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาละ พระองค์ทรงอนุมัติให้บรรดาผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องถือศีลอด เพื่อเป็นการง่ายดายสำหรับเขา การเจ็บป่วยบางประเภทนั้นเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยในการที่เขาจะถือศีลอด เช่น หากว่าเขาถือศีลอด อาจจะเป็นอันตรายแก่เขา หรือทำให้อาการเจ็บป่วยของเขานั้นยืดเยื้อมากขึ้น อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

ผู้ที่มีประจำเดือน หรืออยู่ในภาวะหลังคลอดบุตร

นักวิชาการหลายท่านได้ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่เป็นการอนุมัติสำหรับสตรีที่อยู่ในภาวะของการมีประจำเดือน หรือสตรีผู้ที่มีเลือดหลังการคลอดบุตรที่จะถือศีลอด พวกเธอต้องงดเว้นการถือศีลอดและชดเชยการถือศีลอดหลังจากนั้น นักวิชาการยังได้ให้ความเห็นอีกว่าหากพวกเธอถือศีลอดระหว่างนั้น พวกเธอจะไม่ได้รับซึ่งรางวัลตอบแทนใดๆ

ชายชรา และหญิงชรา

มูญาฮีดรายงานว่า ท่านอิบนุ อับบาส ได้กล่าว (ถ้อยคำจากอัลกุรอาน) ว่า “และหน้าที่ของบรรดาผู้ที่ถือศีลอดด้วยความลำบากยิ่ง (โดยที่เขาได้งดเว้นการถือ) นั้น คือการชดเชยอันได้แก่การให้อาหาร (มื้อหนึ่ง) แก่คนมิสกีนคนหนึ่ง (ต่อการงดเว้นจากการถือหนึ่งวัน)” (บะกอรอฮฺ 184) จากนั้นท่านกล่าวว่า “นั่นหมายถึงบรรดาผู้ชราภาพที่ไม่สามารถถือศีลอด เขาจำต้องให้เมล็ดข้าวจำนวนสองกำมือเต็มต่อผู้ยากจนทุกๆ วันที่เขางดเว้นจากการถือศีลอด”

ท่านอบู ฮูร็อยเราะอฺ กล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามที่เข้าสู่วัยชรา และไม่สามารถที่จะถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เขาจำต้องบริจาคข้าว 1 มุด ทุกๆ วัน [Ad-Daarimi]

สตรีมีครรภ์และสตรีที่ให้นมบุตร

พระเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อบรรดาผู้อ่อนแอ คือการอนุมัติของพระองค์ที่ไม่ให้พวกเขาถือศีลอด ซึ่งรวมไปถึงบรรดาสตรีที่มีครรภ์และสตรีที่ให้นมบุตร

อนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า “บรรดาม้าของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัมได้ย่างเท้าตรงมายังพวกเรา ฉันจึงเข้าไปหาศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัมและพบว่าท่านกำลังทานอาหารอยู่ ท่านได้กล่าวแก่ฉันว่า “เข้ามาใกล้สิ และจงกินเถิด” ฉันกล่าวว่า “ฉันกำลังถือศีลอด” ท่านจึงกล่าวว่า “เข้ามาใกล้ๆ ฉัน และฉันจะบอกท่านเกี่ยวกับการถือศีลอด แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงลดจำนวนการละหมาดสำหรับผู้เดินทางให้เหลือครึ่งหนึ่ง และพระองค์ได้ทรงปลดเปลื้องภาระของการถือศีลอดสำหรับสตรีมีครรค์และสตรีที่ ให้นมบุตร..” (อัต ติรมิซีย์ อัน นาซาอียฺ)

*คัดลอก คำแปลอัลกุรอานจากโปรแกรม อัลกุรอานภาษาไทย และมีการแก้ไขบางส่วน
بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ท่านอบูฮุร็อยรอฮฺ รายงานว่า ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) กล่าวว่า “อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ตรัสว่า

ทุกๆ การกระทำของลูกหลานอาดัม นั้นเป็นไปเพื่อตัวเขา ยกเว้น การถือศีลอด อันเป็นการกระทำที่เป็นไปเพื่อข้า (อัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว)
และ ข้า (เพียงผู้เดียวเท่านั้น) จะเป็นผู้ให้รางวัลการตอบแทน
การถือศีลอดคือเกราะคุ้มครองป้องกัน
เมื่อผู้ใดในหมู่พวกเจ้าทำการถือศีลลดในวันหนึ่ง เขาจำต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองกล่าวคำพูดที่หยาบโลน (ลามก) หรือขึ้นเสียง
หรือหากมีใครด่าทอเขา (ผู้ถือศีลอด) หรือพยายามที่จะทะเลาะกับเขา เขาควรกล่าวว่า
ฉันคือผู้ที่กำลังถือศีลอด
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ  ผู้ที่ชีวิตของมูฮัมมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
ลมหายใจของผู้ถือศีลอด นั้นหอมหวานยิ่ง
ณ ที่อัลลอฮฺในวันแห่งการตัดสิน ยิ่งกว่ากลิ่นหอมของชะมดเชียง
ความสุขของผู้ถือศีลอดนั้นเกิดขึ้นในสองสภาวะคือ หนึ่ง เมื่อเขาละศีลอด เขาก็ปลื้มปิติกับการละศีลอด
และอีกหนึ่ง คือเมื่อเขาได้พบพระเจ้าของเขา เขาก็พึงพอใจกับการถือศีลอดของเขา

(กิตาบ อัลเศามฺ) มุสลิม เล่มที่ 6 ฮะดีษที่ 2566

بنت الاٍسلام

Read Full Post »

Thai Version by
بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงรอมฎอน โดย ชัยคฺ อะหมัด มูซา ญิบริล
Common Mistakes During Ramadan By Sheikh Ahmad Musa Jibril

แหล่งที่มา
http://www.kalamullah.com/common-mistakes-in-ramadan.html

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ

ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงรอมฎอนมีดังนี้:

1. พี่น้องส่วนใหญ่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการทานอาหารมากกว่าการถือศีลอดอย่างแท้จริง โดยที่พวกเขาต้องการจะทานอาหารให้ได้ปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้ต้องการทานอาหารปริมาณมากขนาดนั้น

2. การทานอาหารสะฮูรฺก่อนฟัจรฺ พี่น้องบางท่านจะทานสะฮูร 2-3 ชั่วโมงหลังการละหมาดตะรอวีฮฺ หรือละหมาดอีซา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากท่านควรทานสะฮูรในช่วงเวลาที่ใกล้เวลาฟัจรฺ

3. พี่น้องหลายคนไม่ได้ตั้งเจตนา (เนียต) ที่จะถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งการตั้งเจตนานั้นเป็นสิ่งที่นึกคิดอยู่ภายในใจ และไม่จำเป็นต้องพูดออกมา อีกทั้งท่านควรตั้งเจตนาเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเดือนรอมฎอน ไม่ใช่การตั้งเจตนาทุกๆ วัน

4. หากท่านทราบภายหลังว่า เดือนรอมฏอนนั้นได้เริ่มต้นแล้ว ท่านจำต้องงดการรับประทานอาหาร และทำการถือศีลอดชดเชยวันที่ขาดไป ภายหลังที่เดือนรอมฏอนและวันอีดได้เสร็จสิ้นแล้ว

5. พี่น้องหลายท่านไม่ตระหนักถึงการละหมาดตะรอวีฮฺในคืนแรกของเดือนรอมฎอน หลายท่านเชื่อว่า การละหมาดะรอวีฮฺจะเริ่มขึ้นหลังจากวันแรกของการถือศึลอด และมิได้ตระหนักว่าปฏิทินอิสลามนั้นนับตามการโคจรของดวงจันทร์ และ “มัฆริบ” คือการเริ่มต้นของวันใหม่

6. พี่น้องหลายท่านเชื่อว่า หากเขากินหรือดื่มโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นทำให้การถือศีลอดของเขากลายเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหากเขากินหรือดื่มโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ควรทำการถือศีลอดต่อไปและไม่จำเป็นต้องทำการชดใช้ในภายหลัง

7. พี่ น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาพบเห็นผู้ใดก็ตามที่กำลังกินและดื่ม พวกเขาไม่ควรที่จะกล่าวตักเตือนให้บุคคลนั้นทราบว่า ตัวเขานั้นกำลังถือศีลอดอยู่ ซึ่งจากความเห็นของชัยคฺ บิน บาซ (รอฏิยัลลอฮุ อันฮา) ท่านกล่าวว่า การมีความเชื่อเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิด และความจริงแล้วนี่ถือเป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺสำหรับท่านในการที่จะสั่งใช้ กันในการกระทำความดี และปราบปรามกันให้ละเว้นจากความชั่ว ดังนั้นการที่ท่านบอกให้บุคคลดังกล่าวรับทราบ ก็หมายความว่าท่านได้ปรามปรามพี่น้องของท่านให้ละเว้นจากความชั่ว

8. พี่น้องมุสลิมะฮฺหลายท่าน เชื่อว่าพวกเธอไม่สามารถใช้ เฮนนาฮฺ ระหว่างการถือศีลอดได้ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะพวกเธอได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้เฮนนาฮฺได้ในช่วงเดือนรอมฎอน

9. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาทำอาหารระหว่างถือศีลอด เขาไม่สามารถที่จะชิมรสชาติอาหารได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นที่อนุมัติตามหลักศาสนา ตราบใดที่เขาไม่ได้ทานอาหาร (ลงท้อง) หากแต่เขาสามารถที่จะชิมอาหารเพื่อให้รับรู้รสว่าต้องเพิ่มเติมรสชาดใดๆ เข้าไปหรือไม่ เช่น รสเค็ม รสเผ็ด

10. พี่น้องหลายท่านคิดว่าเขาไม่สามารถที่จะใช้ มิสวาก หรือแปรงสีฟันในช่วงเดือนรอมฎอนได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) เคยใช้มิสวากในช่วงเดือนรอมฎอน ด้วยเหตุนี้ ท่านสามารถที่จะใช้ยาสีฟันได้ นักวิชาการได้ให้เหตุผลว่ามิซวากนั้นมีรสชาติ ดังนั้นยาสีฟันก็สามารถใช้ได้เช่นกัน (หากท่านไม่ได้กลืนมันลงไป)

11. พี่น้องบางท่านกล่าวอาซานฟัจรฺเร็วกว่าเวลาจริง ด้วยเพราะพวกเขาต้องการให้ผู้คนหยุดกินหรือดื่มก่อนฟัจรฺ เพื่อที่การถือศีลอดนั้นจะไม่เป็นโมฆะ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิดและท่านไม่ควรกระทำเช่นนั้น

12. พี่น้องบางท่านกล่าวอาซานมัฆริบช้ากว่าเวลาจริง ด้วยเพราะพวกเขาต้องการให้ผู้คนเริ่มทานอาหารช้ากว่าเวลา และเผื่อเวลาไว้เนื่องจากเกรงว่ายังไม่ถึงเวลามัฆริบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดอีกเช่นกันและท่านไม่ควรกระทำเช่นนั้น

13. พี่น้องหลายท่านเชื่อว่า เขาไม่สามารถร่วมหลับนอนกับสามี/ภรรยา ตลอดเดือนรอมฎอนได้ นี่ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงแล้วนั้นท่านไม่สามารถที่จะร่วมหลับนอนกับสามี/ภรรยาของท่านได้ในช่วงเวลาถือศีลอด หากแต่ว่าระหว่างช่วงเวลามัฆริบถึงเวลาฟัจรฺนั้นเป็นที่อนุมัติสำหรับสามีภรรยาที่จะร่วมหลับนอน

14. มุสลิมะฮฺหลายท่านเชื่อว่า หากภาวะประจำเดือนของเธอหมดและเธอยังไม่ได้ทำการฆุซลฺ (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) เธอจะไม่สามารถถือศีลอดในวันนั้นได้ (ยกตัวอย่าง เมื่อประจำเดือนของเธอนั้นหมดในตอนกลางคืน และเธอได้เข้านอนโดยยังไม่ได้ทำฆุซลฺ จากนั้นเธอตื่นขึ้นมาโดยที่ยังไม่สามารถที่จะทำฆุซลฺได้) นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด หากแม้ว่าเธอนั้นยังไม่ได้ทำฆุซลฺ เธอก็ยังสามารถที่จะทำการถือศีลอดได้

15. มุสลิมีนหลายท่านเชื่อว่า หากเขาได้ร่วมหลับนอนกับภรรยา (ในช่วงเวลาที่ได้รับการอนุมัติ) และไม่ได้ทำฆุซลฺ (คล้ายคลึงกับกรณีข้างบน) เขาไม่สามารถที่จะถือศีลอดได้ในเช้าวันถัดไป นี่เป็นความเข้าใจผิดอีกเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว เขายังคงสามารถถือศีลอดได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ทำฆุซลฺก็ตาม

16. พี่น้องบางท่านทำการละหมาดดุฮฺริและอัสริรวมกันในช่วงเดือนรอมฎอน (โดยเฉพาะในประเทศอาหรับ) นี่เป็นสิ่งที่ผิดและจำต้องหลีกเลี่ยง

17. พี่น้องบางท่านเชื่อว่าเขาไม่สามารถที่จะเริ่มทานอาหารได้จนกว่ามุอัซซีน (ผู้อาซาน) จะกล่าวอาซานมัฆริบจนจบ นี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะแท้จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่การอาซานได้เริ่มขึ้น เขาสามารถที่จะละศีลอดได้เลยทันที

18. พี่น้องหลายท่านไม่ถือโอกาสในการขอดุอาอฺก่อนที่พวกเขาจะทำการละศีลอด ทั้งนี้เนื่องจากว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว” เป็นช่วงเวลาหนึ่งใน 3 เวลาที่อัลลอฮฺตอบรับการดุอาอฺของเขา

19. พี่น้องหลายท่านละเลยในเรื่องการตักตวงผลประโยชน์ของการใช้เวลาในช่วงท้าย ของเดือนรอมฎอน โดยที่พวกเขามักให้ความใส่ใจและทุ่มเทไปกับการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เพื่อวันอีดมากกว่า และเพิกเฉยต่อความประเสริฐของเดือนรอมฎอน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิด ทั้งนี้ด้วยเพราะพวกเขาขาดซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับความประเสริฐของเดือนรอม ฎอน และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในช่วงเวลาดังกล่าว

20. พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านไม่ยอมให้ลูกๆ ของพวกเขานั้น ถือศีลอดในช่วงรอมฎอน (เด็กเล็ก) ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดขวางการกระทำความดีงามต่อเด็ก การที่พ่อแม่ผู้ปกครองอนุญาตให้เด็กๆ ถือศีลอดนั้นถือเป็นการฝึกฝนเด็กไปในตัว และเขาจะได้ตระหนักว่านี่เป็นภารกิจที่เขาจำต้องปฏิบัติเมื่อเขาเติบโตขึ้น

21. พี่น้องหลายท่านคิดว่ารอมฎอนเป็นเดือนของการงดเว้นการกินการดื่ม และต่างละเลยเรื่องการควมคุมอารมณ์รวมไปถึงการพูดจา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ท่านจำต้องควบคุมอารมณ์และวาจาของท่านให้มากยิ่งขึ้นในช่วงรอมฎอน

22. พี่น้องหลายท่านมักเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ในช่วงรอมฎอน โดยที่พวกเขาใช้เวลาไปกับการนอนระหว่างวันและไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ท่านจำต้องฉวยโอกาสหาประโยชน์จากช่วงเวลาอันประเสริฐในเดือนรอมฎอนนี้ โดยการทำอิบาดะฮฺให้มากยิ่งขึ้น (สุนนะหฺต่างๆ *ผู้แปล)

23. พี่น้องบางท่านไม่ยอมออกนอกสถานที่หรือเดินทางในช่วงเดือนรอมฎอน เนื่องจากพวกเขาคิดว่า พวกเขาต้องงดเว้นจากการถือศีลอดเมื่อเดินทาง แต่ในความจริงแล้วนั้น มีทางเลือกสำหรับเขา เพราะหากเขาต้องการที่จะงดเว้นจากการถือศีลอดขณะเดินทาง เขาก็สามารถกระทำได้ (โดยที่เขาทำการชดเชยในภายหลัง) และหากเขาไม่ต้องการที่จะงดเว้นการถือศีลอด ก็ให้เขาถือศีลอดต่อไป

24. พี่น้องหลายท่านที่มีความสามารถที่จะทำเอี๊ยะติกาฟฺที่มัสยิด หากแต่เขาไม่ทำ – แท้จริงแล้ว ท่านจำต้องฉวยโอกาสเอาประโยชน์ในช่วงเวลานี้ขณะที่ท่านยังมีสุขภาพที่ดีอยู่ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอยู่กับมัสยิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน

25. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะตัดผม ตัดเล็บได้ในช่วงรอมฎอน นี่เป็นความคิดที่ผิดเช่นกัน

26. พี่น้องบางท่านกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะกลืนน้ำลายในช่วงรอมฎอนได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อย่างไรก็ตาม ท่านไม่สามารถที่จะกลืน เมือก หรือเสมหะที่อยู่ในปากของท่านได้

27. พี่น้องบางท่านกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะใส่น้ำมันหอมหรือน้ำหอมในช่วงรอมฎอนได้ นี่เป็นความคิดที่ผิด

28. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า การมีเลือดออก (บาดแผล) นั้นเป็นเหตุให้การถือศีลอดของเขานั้นเป็นโมฆะ

29. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาอาเจียน (โดยมิได้เจตนา) นั้นเป็นเหตุให้การถือศีลอดของเขานั้นกลายเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด อย่างไรก็ตาม หากท่านกระทำโดยเจตนา การถือศีลอดของท่านจะเป็นโมฆะทันที

30. พี่น้องบางท่านคิดว่าท่านไม่สามารถสูดน้ำเข้าจมูก หรือบ้วนปากขณะทำวูฎูอฺ (อาบน้ำละหมาด) ได้ในเดือนรอมฎอน ซึ่งนี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ขออัลลอฮฺทรงตอบรับการถือศีลอด และการงานที่ดีทั้งหลายของพวกเราด้วยเถิด และขอพระองค์ทรงให้อภัยต่อความผิดของเราทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ อามีน

بنت الاٍسلام

Read Full Post »

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ไม่ถูกตอบรับ หากผู้ถือศีลอดละทิ้งการละหมาด
Ramadaan fasting is not acceptable if one does not pray
แหล่งที่มา http://www.islamqa.com/en/ref/37820/  Islam Q&A

คำถาม: ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฎอนแต่ฉันไม่ได้ละหมาด  การถือศีลอดของฉันนั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่?

คำตอบ: การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการกระทำความดีงามอื่นๆ นั้น จะไม่ได้รับการยอมรับ หากท่านละทิ้งการละหมาด  นั่นเป็นเพราะว่า “การละทิ้งละหมาด” ถือเป็น กุฟรฺ (การปฏิเสธอัลลอฮฺ ปฏิเสธความโปรดปรานของอัลลอฮฺและสาส์นของพระองค์ (คืออิสลาม))  ดังที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า “ความแตกต่างระหว่างบุรุษคนหนึ่ง และชิริก และกุฟรฺ คือการละทิ้งละหมาด” รายงานโดยมุสลิม 82

ไม่มีซึ่ง “การกระทำที่ดีงามใด” จะได้รับการตอบรับจากบรรดากาเฟรฺ ด้วยเพราะอัลลอฮฺตรัสว่า  (อันมีความหมายว่า) “เราจะนำ “การกระทำต่างๆ” ที่พวกเขากระทำ (ผู้ปฏิเสธ ผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์ และผู้กระทำชั่ว) กลับคืนสู่พวกเขา และเราจะทำให้การงานเหล่านั้นไร้คุณค่าดังเช่นผงธุลีที่ปลิวว่อน” (อัล ฟุรกอน 25:23)

“หากพวกเจ้าทำการสักการะสิ่งอื่นใด ร่วมกับอัลลอฮฺ แน่นอนการงาน (ทั้งหลาย) ของเจ้าย่อมสูญเปล่า และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อัซซุมัร 39:65)

อัลบุคอรียฺ รายงานว่า ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า

ผู้ใดก็ตามที่ละทิ้งการละหมาดอัศรี การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า (อัลบุคอรียฺ 553)

ความหมายของถ้อยคำที่ว่า “การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า” หมายความว่า “การงาน การกระทำความดีงามทั้งหลายของเขากลายเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้ และมันจะไม่ก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เขา”

จากฮะดีษบทนี้บ่งบอกว่า ในกรณีที่บุคคลหนึ่งไม่ทำการละหมาด อัลลอฮฺจะมิทรงตอบรับการงานใดๆ จากเขา ดังนั้นผู้ที่ละทิ้งการละหมาดย่อมไม่ได้รับผลบุญ หรือการตอบแทนใดๆ จากการงานทั้งหลายของเขา และไม่มีการงานที่ดีใดๆ ของเขาจะไป ณ ที่อัลลอฮฺ

ท่านอิบนุล ก็อยยิม (รอฮิมาฮุลลอฮฺ) กล่าวไว้เกี่ยวกับความหมายของฮะดีษบทนี้ไว้ว่า “สิ่งที่ปรากฎในความหมายของฮะดีษบทนี้คือ บรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดนั้นมีอยู่สองประเภท”

หนึ่ง        บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย ซึ่งทำให้การงานทั้งหมดทั้งมวลของเขานั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)
สอง         บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดบางวัน ซึ่งทำให้การงานของเขาในวันนั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)

ดังนั้น การสูญเสียของการงานที่ดีทั้งหมด จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย และ การสูญเสียของการงานบางอย่าง จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดบางช่วงเวลา (จากกิตาบ อัล ศอลาฮฺ หน้า 65)

ดังนั้นคำแนะนำของเราต่อผู้ที่ถามคำถามนี้คือ การกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺ และรู้สึกเสียใจต่อการละเลยในหน้าที่ที่ควรกระทำต่ออัลลอฮฺ สำหรับการนำมาซึ่งความโกรธกริ้ว และการลงโทษของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวของบรรดาบ่าวที่สำนึกผิดต่อพระองค์ และพระองคจะทรงอภัยโทษต่อความผิดบาปของเขา แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งต่อการสำนึกในความผิดของปวงบ่าว ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ได้แจ้งข่าวดีต่อบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวว่า บรรดาผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวจากความผิดบาปนั้น เปรียบเสมือนกับผู้ที่มิได้ทำความผิดบาปใดๆ เลย รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ 4250 ถูกจัดว่าเป็นฮะดีษฮะซัน โดยอัล อัลบานียฺ ในศอเฮี้ยฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3424

ดังนั้นเธอจำต้องเร่งรีบที่จะทำการฆุซลฺ (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) และละหมาด เพื่อที่เธอจะได้มีความบริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก เธอไม่ควรที่จะล่าช้าในการสำนึกผิดและกล่าวว่า ฉันจะกลับเนื้อกลับตัววันพรุ่งนี้ หรือหลังจากวันพรุ่งนี้ เพราะเธอไม่มีทางที่จะทราบได้ว่า ความตาย จะมาประสบกับเธอเมื่อไหร่ เธอควรจะทำการสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺ ก่อนที่ความเสียใจของเธอจะไม่มีก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เธอ

และวันที่ผู้อธรรมจะกัดมือของเขาแล้วจะกล่าวว่า โอ้! หากฉันได้ยึดแนวทางร่วมกับอัลร่อซูลก็จะเป็นการดี โอ้ความวิบัติแก่ฉัน! หากฉันไม่คบคนนั้นเป็นเพื่อน แน่นอน เขาได้ทำให้ฉันหลงผิดจากการตักเตือน (อัลกุรอาน) หลังจากที่มันได้มันมายังฉัน และชัยฏอนมารร้ายนั้น มันเป็นผู้เหยียดหยามมนุษย์เสมอ (อัลฟุรกอน 27-29)

Islam QA

**คัดลอกคำแปลอัลกุรอานมาจาก alquran-thai.com และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย

***************************************************************************
หมายเหตุ สามารถฟังฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ที่ http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=qa%2F2734%EF%BB%BF

بنت الاٍسلام

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: